หยก เจไดต์

 

            เมื่อเรากล่าวถึงอัญมณีที่มีความแข็ง (Hardness) มากที่สุดเราจะนึกถึง “เพชร” แต่เมื่อเรากล่าวถึงอัญมณีที่มีความเหนียว (Toughness) มากที่สุด เราจะนึกถึง “หยก” ความเหนียวในอัญมณีนั้นบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของวัตถุ ที่สามารถดูดซับพลังงานไว้โดยไม่เกิดการแตกหัก ความเหนียวมีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงและความสามารถในการยืดตัวของวัตถุ หรือพอจะกล่าวๆสั้นๆง่ายๆได้ว่า ยิ่งวัตถุที่มีความเหนียวสูงมากเท่าใด เราก็ยิ่งสามารถนำวัตถุนั้นมาบิดหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมันได้ดียิ่งขึ้น โดยที่วัตถุจะไม่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยเหตุนี้เองเราเลยมักพบเห็นผู้คนนำหยกมาแกะสลักเป็นรูปทรงต่างๆ

 

            หยก หรือชื่อเรียกอีกอย่างว่า หินแห่งสรวงสวรรค์ (Stone of Heaven) สามารถแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ เจไดต์ (Jadeite) และ เนฟไฟรท์ (Nephrite) โดยลักษณะหน้าตาของหยกสองประเภทนี้มีมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างมาก แต่เหตุที่ต้องแบ่งแยกออกเป็นสองประเภทนั้น เพราะนักอัญมณีได้ค้นพบว่า อัญมณีสองชนิดนี้มีส่วนประกอบแร่ธาตุทางเคมีที่แตกต่างกัน โดยบทความนี้ผมจะขอพูดเน้นไปที่ เจไดต์ (Jadeite) เป็นหลักก่อนนะครับ

 

            แหล่งขึ้นชื่อที่สุดของหยกเจไดต์ (Jadeite-jade) คือทางตอนเหนือของพม่า และ กัวเตมาลา พม่ายังเป็นศูนย์กลางในการทำเหมืองหยก มีการทำเหมืองที่เมือง Hpakan ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางในการทำเหมืองหยกในพม่า หยกที่ถูกค้นพบในพม่าโดยมากจะมีคุณภาพค่อนข้างสูง หรือนี่เรามักเรียกว่า “หยกพม่า” นั่นเอง นอกจากนั้นก็ยังสามารถพบได้ที่ประเทศ ญี่ปุ่น อเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นต้น โดยมากหยกประเภทนี้จะมีตำหนิภายในที่เป็นลักษณะเฉพาะเช่น โทนสีที่มีความเข้มไม่เท่ากันทั้งก้อน หรืออาจพบมีลวดลายลักษณะเป็นเส้นๆเหมือนรากไม้ (Root-like Inclusion) พื้นผิวภายในจะมีลักษณะเหมือนเม็ดทรายหลายๆเม็ดเกาะกลุ่มกัน (Granular Structure) (จะมองไม่เห็นถ้าพื้นผิวถูกขัดเงา ทำให้ผิวด้านนอกเรียบจึงไม่เผยให้เห็นถึงเนื้อผิวภายใน) ลักษณะการเจียระไนโดยมากจะเจียแบบหลังเบี้ย (Cabochon) หรือนำมาแกะสลักเป็นลวดลายหรือรูปทรงต่างๆ วิธีการเลือกซื้อหยกเจไดต์ ให้คำนึงถึงหลัก 3 ประการดังนี้

 

  1. โทนสี (Tone) - เมื่อเรากล่าวถึงโทนสี ให้เรานึกรวมไปถึงความเข้มของสีและเฉดสีด้วย โดยมากเรามักจะเข้าใจว่าหยกจะมีแค่สีเขียว แต่ในความเป็นจริงนั้น หยกมีมากมายหลายสีเช่น สีม่วงลาเวนเด้อร์ (Lavender) สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีน้ำตาล สีขาว สีดำ หรือแม้แต่สีเทา ทั้งหมดนี้มีความนิยมมากน้อยขึ้นอยู่กับตลาดในแต่ละประเทศ แต่สีที่เป็นที่นิยมที่สุดคือสีเขียว และรองลงมาคือสีม่วงลาเวนเด้อร์ บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำว่า “หยกอิมพีเรียล” หรือ “Imperial Jade” ซึ่งนั่นหมายถึงหยกสีเขียวคุณภาพสูง คือมีโทนสีเขียวอยู่ในระดับที่พอดี ไม่เข้มและไม่อ่อนจนเกินไป ไม่ติดเขียวเหลืองหรือเขียวเทาๆ โทนสีมีการกระจายตัวกันอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งเม็ด ไม่มีสีอื่นเข้ามาเจือปน และปราศจากตำหนิ

 2.  ความโปร่งแสง (Translucent) - จะมีตั้งแต่กึ่งโปร่งแสง (Semi-translucent) จนไปถึงทึบแสง (Opaque) ในท้องตลาดหยกที่มีลักษณะกึ่งโปร่งแสงจะเป็นที่ต้องการและมีราคาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับจำพวกทึบแสง

 

3. พื้นผิวและเนื้อของอัญมณี (Texture) - หยกคุณภาพสูงจะมีพื้นผิวที่เรียบเนียน ปราศจากจุด รอยด่างหรือรอยเปื้อนสีต่างๆ

 

            หยกจะมีราคาตั้งแต่หลักร้อยจนไปถึงหลักหลายล้านบาทขึ้นอยู่กับคุณภาพและความหายากของแต่ละก้อน คนสมัยก่อนยังมีความเชื่อด้วยว่าเมื่อนำหยกมาสวมใส่จะสามารถทำให้ผู้สวมใส่นั้นมีจิตใจที่เย็นลงได้ สืบเนื่องมาจากหยกเป็นอัญมณีที่สามารถดูดซับความเย็นได้ดี หากเราลองสังเกตุเวลาเราสัมผัสกับพื้นผิวของหยก เราจะรู้สึกได้ถึงความเย็นสบาย